วันจันทร์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2555

ผักบุ้ง

 
ผักบุ้งที่ปลูกในประเทศไทย มี ประเภท ผักบุ้งไทย (Ipomoea aquatic Var. aquatica) มีดอกสีม่วงอ่อน ก้านสีเขียวหรือม่วงอ่อน ใบสีเขียวเข้ม และก้านใบสีม่วง และผักบุ้งจีน (Ipomoea aquatica Var. reptans) ซึ่งมีใบสีเขียว ก้านสีเหลืองหรือขาว ก้านดอกและดอกสีขาว ผักบุ้งจีนนิยมนำมาประกอบอาหารกว้างขวางกว่าผักบุ้งไทย จึงนิยมปลูกเป็นการค้าอย่างแพร่หลาย ทั้งการปลูกเพื่อบริโภคสด และการผลิตเมล็ดพันธุ์ ปัจจุบันผักบุ้งจีนได้พัฒนาเป็นพืชผักส่งออกที่มีความสำคัญ โดยส่งออกทั้งในรูปผักสด และเมล็ดพันธุ์ การส่งออกเฉพาะผักบุ้งจีนเพื่อบริโภคสดไม่มีตัวเลขแน่นอน เพราะรวมผักบุ้งจีนในหมวดผักสดอื่น ๆ ซึ่งได้แก่ ผักสดชนิดต่าง ๆ ตลาดที่สำคัญคือฮ่องกง มาเลเซีย และสิงคโปร์ สำหรับเมล็ดพันธุ์ผักบุ้งจีนประเทศไทยสามารถส่งออกเมล็ดพันธุ์ผักบุ้งจีนในปี 2538 ปริมาณ 540.6 ตัน มูลค่าการส่งออก 19.8 ล้านบาท


จากสถิติ การปลูกผักของกรมส่งเสริมการเกษตร ปี 2536/2537 มีพื้นที่ปลูกผักบุ้งจีนถึง 54,302 ไร่ ผลผลิตสด 50,237 ตัน ผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ 925 กิโลกรัม แหล่งปลูกผักบุ้งจีนเพื่อบริโภคสด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร นนทบุรี นครปฐม ปทุมธานี ราชบุรี นครนายก พิษณุโลก พิจิตร นครสวรรค์ ขอนแก่น อุบลราชธานี นครราชสีมา และสงขลา เป็นต้น สำหรับแหล่งผลิตเมล็ดพันธุ์ผักบุ้งจีนเป็นการค้าที่สำคัญ ได้แก่ นครปฐม สุพรรณบุรี และกาญจนบุรี

ผักบุ้งจีนเป็นพืชผักที่นิยมรับประทานกันมาก มีคุณค่าทางอาหารสูงประกอบด้วยไวตามิน และแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกาย โดยเฉพาะไวตามิน เอ ซึ่งเชื่อกันว่าช่วยบำรุงสายตา มีปริมาณสูงถึง 9,550 หน่วยสากล ในส่วนที่รับประทานได้สด 100 กรัม หรือ 6,750 หน่วยสากล ในส่วนที่รับประทานได้เมื่อสุกแล้ว 100 กรัม นอกจากนี้ยังมี แคลเซี่ยม ฟอสฟอรัสและไวตามินซีเป็นองค์ประกอบสำคัญด้วย
  แหล่งที่มา
http://www.thaigoodview.com/

วันเสาร์ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2555

คะน้า

คะน้า (Collard) พืช ผักสวนครัว

คะน้าเป็นพืชที่อยู่ในตระกูลเดียวกับกะหล่ำ มีอยู่หลายพันธุ์ด้วยกัน โดยคะน้าที่นิยมก็เป็นพันธุ์คะน้าใบกลม คะน้าใบแหลม และคะน้ายอดหรือคะน้าก้าน


ลักษณะทั่วไปของคะน้าก็คือมีลำต้นสีเขียวอ่อนออกเหลือง ใบมีสีเขียวแก่ มีควมาสูงจากพื้นดิน 20 -25 เซนติเมตร ทั้งใบและลำต้น สามารถนำมาประกอบอาหารได้ทั้งหมด อุดมไปด้วยวิตามิน และแร่ธาตุสูง


วิธีปลูก

เตรียมดินปลูกที่มีสภาพร่วนปนทราย พร้อมผสมกับปุ๋ยคอก แล้วพรวนดินขุดให้ลึก 15 -20 เซนติเมตร พร้อมกันนั้นควรตากดินทิ้งไว้อีกประมาณ 1 สัปดาห์ จากนั้นพรวนหน้าดินให้ละเอียด แล้วใช้เมล็ดพันธุ์หว่านให้ทั่วแปลง ควรหว่านให้ห่างกันพอสมควร คิดเป็นอัตราโดยเฉลี่ยแล้วประมาณ 2 กิโลกรัมต่อไร เมื่อหว่านเสร็จแล้วให้ใช้ดินผสมปุ๋ยคอกกลบให้หนาประมาณ 1 เซนติเมตร สุดท้ายกลบหน้าดินด้วยฟางหรือใบหญ้าแห้งอีกที

การให้น้ำควรใช้บัวรดน้ำหรือฉีดแบบน้ำแบบฝอย ฉีดน้ำให้ทั่วจนชุ่ม วันละ 2 ครั้ง ในช่วงเช้าและช่วงเย็น ส่วนปุ๋ยให้ใส่ที่มีธาติไนโตรเจนสูง และใส่เมื่อคะน้ามีอายุ 20 และ 30 วัน คะน้ามีอายุ 45-55 วันหลังจากปลูก ก็สามารถเก็บเกี่ยวได้แล้ว โดยใช้มีดคม ๆ มาตัดให้ชิดโคน
                                      แหล่งีท่มาhttp://easy-vegetables.blogspot.com

ต้นหอม

ต้นหอมเป็นพืชผักประเภทล้มลุก เจริญเติบโตได้หลายปี มีใบชูเหนือพื้นดินประมาณ 30-50 เซนติเมตร มีหัวเป็นลำต้นอยู่ใต้ดิน สีม่วงอมแดง



ภายในหัวนั้นมีหัวขนาดเล็กรวมกัน หุ้มด้วยเปลือกบาง ๆ อยู่ภายนอก และมีใบสีเขียวหนา ๆ อวบน้ำเรียงกันอยู่ ให้กลิ่นที่ฉุนเฉพาะตัว ใบเป็นสีเขียวกลวงยาว เมือออกดอกจะเป็นช่อ มีสีขาวหรือม่วงอ่อน



ประโยชน์
นิยมนำไปประกอบอาหาร เพื่อเพิ่มความหอม รสชาติ และสีสันที่น่ากินมากขึ้น หรือไม่ก็นิยมใช้เป็นผักกินสดเคียงกับอาหารต่าง ๆ

เมื่อกินต้นหอมเข้าไปในร่างกายก็จะได้รับสารเบต้าแคโรทีน สารฟลาโวนอยด์ แคลเซียม และฟอสฟอรัส ซึ่งช่วยในการต้านมะเร็ง ลดคอลเลสเตอรอล ควบคุมความดัน และป้องกันหลอกเลือดหัวใจอุดตัน

นอกจากนี้ยังมีคุณสมบัติเป็นยา โดยการนำต้นหอมไปบุบพอกตรงที่ถูกแมลงกัดต่อย ระงับปวดได้ และถ้าเอาไปสูดดม ช่วยแก้อาการคัดจมูกได้เป็นอย่างดี

วิธีปลูก

เตรียมดินที่มีสภาพร่วน ผสมด้วยเปลือถั่ว หรือแกลบไว้ นำหัวต้นหอม มาปลูกในดินที่เตรียมไว้ โดยปลูกห่างกันกอละ 5-10 เซนติเมตร สุดท้าย คลุมด้วยฟาง หรือหญ้าแห้ง รดน้ำพอชุ่ม เมื่อแตกใบก็สามารถตัดใบไปประกอบอาหารได้


                                      แหล่งที่มาhttp://nongfilm.blogspot.com/

กะเพรา

การปลูก กะเพรา (Holกะเพy basil) พืช ผักสวนครัว

กะเพรเป็นพืชผักสวนครัวที่มีความสูงถึง 70 เซนติเมตร มีลักษณะเป็นพุ่ม ๆ แตกกิ่งก้านได้มาก ที่กิ่งก้านจะมีขน ส่วนของใบมีสีเขียวหรือสีม่วงแดง



ลักษณะของใบที่ขอบใบจะหยิกหยัก ปลายใบแหลม มีกลิ่นหอม เมื่อออกดอกเป็นช่อคล้ายฉัตร ดอกมีขนาดเล็ก ๆ สีขาวหรือขาวอมชมพู



ประโยชน์

ดอกอ่อนและใบ นำมาประกอบอาหารต่าง ๆ ได้ เพื่อเพิ่มรสชาติและกลิ่นที่ดีขึ้นนอกจากนั้นกินใบกะเพราสด ๆทุกวัน ช่วยขับลมและบรรเทาโรคกระเพาะอาหารได้

วิธีปลูก

เตรียมดินที่มีสภาพร่วนซุย ผสมกับขุยมะพร้าวและปุ๋ยคอกไว้ ใช้เมล็ดโรยลงในดิน หรือกิ่งปักชำลงในดิน จากนั้นรดน้ำให้พอชุ่มอย่าให้แฉะจนขัง วันละ 2 ครั้บ เช้า - เย็นหรือเมื่อสังเกตเห็นกะเพราเหี่ยวเฉา

หมันดูแลโดยการให้ปุ๋ยยูเรียสลับกับปุ๋ยชีวภาพ เพื่อเป็นการเร่งใบ และเด็ดดอกทิ้งอยู่เสมอ เพื่อป้องกันต้นเฉา และตายเร็ว

                                   แหล่งที่มาhttp://easy-vegetables.blogspot.com

มะเขือเทศ

ในบรรดาผักชนิดต่างๆ ที่ได้เขียนลงคอลัมน์ “ต้นไม้ใบหญ้า” นี้ติดต่อกันมาหลายปีแล้วนั้น ผู้เขียนพยายามเลือกนำเสนอเฉพาะผักที่จัดได้ว่าเป็นผักพื้นบ้านของไทยเท่านั้น กล่าวคือ หากไม่เป็นผักที่มีกำเนิดดั่งเดิมอยู่ในดินแดนไทยเองแล้ว ก็ต้องเป็นผักจากต่างแดนที่เข้ามาปลูกในเมืองไทยนานจนปรับตัวกลายเป็นผักพื้นบ้านไปเลย ซึ่งผักจำพวกหลังนี้มีมากมายหลายชนิดที่คนไทยส่วนใหญ่ในปัจจุบันคิดว่าเป็นผักดั้งเดิมของไทยเพราะเข้ามานานจนไม่ทราบว่าตั้งแต่เมื่อไร ยิ่งกว่านั้นยังมีชื่อเป็นภาษาไทยอีกด้วย แต่ยังมีผักต่างแดนอีกบางชนิดที่คนไทยรู้ว่ามาจากต่างประเทศ เพราะมีชื่อต้นกำเนิดกำกับอยู่ด้วย เช่น คำว่า “ฝรั่ง” (ผักชีฝรั่ง) “จีน” (ผักบุ้งจีน) หรือ “เทศ” (มันเทศ) ฯลฯ เป็นต้น
น่าสังเกตว่าพืชผักที่มีคำกำกับแสดงว่ามาจากต่างแดนเหล่านั้นล้วนแต่มีพืชผักพื้นบ้านชนิดเดียวกันหรือใกล้เคียงอยู่ในท้องถิ่นไทยก่อนแล้ว เช่น มีผักชื่อผักชีอยู่ก่อนผักชีฝรั่งจะเข้ามา มีผักบุ้งอยู่ก่อนผักบุ้งจีนจะเข้ามา ฯลฯ เช่นเดียวกับผักชนิดหนึ่งซึ่งจะเขียนถึงในตอนนี้ ที่ได้ชื่อกำกับต่อท้ายว่า “เทศ” เพราะมาจากต่างแดน และมีลักษณะคล้ายคลึงกับผักที่ชาวไทยคุ้นเคยอยู่ก่อนแล้ว นั่นคือ มะเขือเทศ

รู้จักมะเขือเทศ : ซูเปอร์สตาร์วงการผักผลโลก
ในวงการต่างๆ เช่น ดารา นักร้อง หรือนักกีฬา ย่อมจะมีบุคคลที่มีชื่อเสียงโด่งดังได้รับความนิยมอย่างสูงและกว้างขวางมากเป็นพิเศษหรือกว่าบุคคลในแวดวงเดียวกันมาก บุคคลดังกล่าวนี้อาจเรียบทับศัพท์ภาษาอังกฤษได้ เข้าใจกันทั่วไปว่าเป็น “ซูเปอร์สตาร์” (super star) เช่น ในวงการนักร้องโลกในอดีตมี เอลวิส เพรสลีย์ และปัจจุบันมี ไมเคิล แจ็คสัน เป็นต้น
หากจะเอามาตรฐานดังกล่าวมาใช้กับวงการผักของโลกปัจจุบันเราก็อาจยอมรับว่า ในบรรดาผักที่กินผลด้วยกันนั้นต้องยกให้ “มะเขือเทศ” เป็นซูเปอร์สตาร์อย่างแท้จริง เพราะมีความโดดเด่นในด้านต่างๆ เหนือกว่าบรรดาผักผลด้วยกันอย่างเห็นได้ชัดเจน และได้รับความนิยมมากมายไม่แต่เฉพาะในถิ่นกำเนิดดั้งเดิมเท่านั้น แต่ได้รับความนิยมแพร่หลายไปยังทุกทวีปของโลกเลยทีเดียว
มะเขือเทศมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Lycopersicum esculentum Mill. อยู่ในวงศ์ Solanaceae เช่นเดียวกับมะเขือและพริกชนิดต่างๆ นั่นเอง ชื่อในภาษาอังกฤษ คือ tomato ซึ่งใกล้เคียงกับชื่อมันฝรั่งมาก เพราะชื่อภาษาอังกฤษของมันฝรั่งคือ potato ซึ่งชาวไทยรู้จักดี เพราะอดีตนายกรัฐมนตรีของไทยเคยนำมาใช้จนกลายเป็นคำฮิตทางสื่อมวลชนอยู่นานนับเดือน นอกจากนี้ในภาษาอังกฤษจะใกล้เคียงกันแล้ว มะเขือเทศกับมันฝรั่งยังมีความใกล้ชิดกันทางพันธุกรรม
                                                              แหล่งที่มา http://www.doctor.or.th
 


                                                           




ผัก ปูเล่

 ..... ผัก ปูเล่
..... ปูเล่ ชื่อผักประเภทนี้ดูอาจจะไม่คุ้นหูเท่าใดนัก แต่ว่าเป็นผักที่น่าสนใจมาก รสชาติอร่อยสามารถเก็บใบรับประทานได้ตลอดทั้งปี โดยเด็ดใบล่างขึ้นไปเรื่อยๆ มีอายุยืนยาวไม่ต่ำกว่า 2 ปี มีแขนงเกิดขึ้นตามลำต้น  ซึ่งสามารถ แยกไปปลูกขยายเพิ่มจำนวนได้เติบโตได้ดีในกระถาง ดังนั้น จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหับผู้ที่มีที่ดินจำกัด ปัจจุบันต้นพันธ์ของปูเล่นั้น ทางกลุ่มงานเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อและจัดการพันธุ์กองส่งเสริมพืชสวน กรมส่งเสริมการเกษตรได้มีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อเพื่อเพิ่มปริมาณปูเล่ให้มีจำนวนมากในเวลาอันรวดเร็ว เพื่อแจกจ่ายให้ประชาชน .....สรรพคุณของปูเล่นั้นอุดมไปด้วยเบต้า-แคโรทีนซึ่งเมื่อรับประทานเข้าไปแล้วร่างกายจะเปลี่ยนเป็นวิตามินเอ ช่วยบำรุงสายตา เสริมภูมิต้านทานโรค ช่วยป้องการการเกิดมะเร็งและโรคหัวใจขาดเลือด
..... ปูเล่ เป็นพืชตระกูลกะหล่ำที่ปลูกทางภาคใต้ของไมยเรามาช้านาน  ส่วนใหญ่ปลูกในกระถาง หรือภาชนะอื่นๆ ไว้รับประทานประจำบ้าน ชอบดินร่วนที่มีอินทรีวัตถุมีการระบายน้ำดี เลี้ยงง่ายปัยหาเกี่ยวกับโรคและแมลงมีน้อย จึงไม่ควรใช้สารเคมีกำจัดแมลง เพียงแต่ใช้มือจับออกก็พอ เป็นพืชที่ต้องการน้ำมากแต่ไม่ชอบน้ำขังเพราะจะทำให้ต้นเน่าได้ง่าย ควรให้น้ำวันละครั้งก็พอเพียง ควรปลูกในกระถางเพราะจะทำให้สะดวกในการดูแลรักษา และทำให้ต้นมีอายุยืนยาว
..... การเจริญเติบโตแยกเป้น 3 ระดับ คือ ... ระยะที่ 1 เป็นระยะการเจริญเติบโตเริ่มจากอายุประมาณ 14 วัน ให้ใส่ปุยยูเรีย ( 46-0-0 ) อัตราส่วน 1/4 - 1/2 ช้อนชา ต่อน้ำ 20 ลิตร รดลงดินควรให้ดินมีความชุ่มชื้นเพียงพอทำทุก 7 วัน หรือ 14 วัน จนกระทั้งอายุถึง 2 เดือน ... ระยะที่ 2 เป็นระยะการเจริญเติบโต เริ่มจากอายุประมาณ 2 เดือน ให้ใช้ปุ๋ยสูตร 15-15-15 สลับกับปุ๋ยยูเรียโรยรอบโคนต้น พยายามอย่าให้ถูกส่วนของต้น  ใช้อัตรา 1/2 ช้อนต่อน้ำ 20 ลิตรทุกๆ 15 วัน จนอายุถึง 4 เดือน หลังจากหว่านปุ๋ยทุกครั้งให้รดน้ำลงในดินให้ชุ่ม มิฉะนั้นจะทำให้ต้นเหี่ยวเฉาได้ ...ระยะที่ 3 เป็นระยะการเจริญเติบโตตั้งแต่อายุ 4 เดือนขึ้นไปเริ่มเก็บใบรับประทานได้ ใช้ปุ๋ยสูตร 15-15-15 หรือ 14-14-21 โรยรอบโคนต้น อัตรา 1/2 ช้อนชา สลับกับปุ๋ยยูเรีย อัตราส่วน 1/2 ช้อนชา ทุก 10-15 วัน ถ้าสังเกตว่าดินในกระถางยุบตัวลงให้เติมดินผสมปุ๋ยอินทรีหรือดินผสมปุ๋ยคอกลงในกระถางจะทำให้ต้นมีอายุยืนยาวและภาชนะที่ปลูกควรมีขนาดใหญ่ ความจุตั้งแต่ 10 ลิตรขึ้นไป
..... เมื่อปลูกได้ประมาณ 4 เดือนเริ่มเก็บใบรับประทานได้ ใบที่เก็ฐรับประทานควรมีขนาด 15x20 เซนติเมตรขึ้นไป  การเก็บควรปลิดใบล่างก่อน โดยโน้มทั้งใบลงข้างล่าง ก้านใบที่ติดกับลำต้นจะหักออกได้ง่าย การเด็ดใบแต่ละครั้งให้เหลือใบไว้กับต้นไม่น้อยกว่า 12 ใบ เพื่อให้พืชสามารถสร้างอาหารได้เพียงพอกับการเจริญเติบโต สามารถเก็บใบไปประกอบอาหารได้อีกในระยะทุกๆ 2-3 สัปดาห์ ครั้งละ 5-6 ใบ  ...ในการขยายพันธุ์ ปูเล่ ใช้การปักชำ โดยตัดแขนงที่แตกออกจากซอกใบของลำต้น เลือกแขนงท่มีใบตั้งแต่ 3 ใบขึ้นไป ยาวไม่น้อยกว่า 5 เซนติเมตร ปักชำในทรายผสมขี้เถ้าแกลบ ปลูกในสภาพแสงรำไร รดน้ำให้ชุ้มประมาณ 7 วัน แขนงจะแตกราก เมื่อต้นตั้งตัวได้ดีแล้วประมาณ 20 วัน หลังปักชำ ย้ายลงปลูกในกระถางที่มีดินผสมอินทรีย์วัตถุhttp://www.oknation.net
                                       แหล่งที่มา

บวบ

 ..... บวบ ...บวบจัดเป็นพืชผักที่รับประทานง่าย เนื่องจากเมื่อนำมาปรุงอาหารแล้วจะค่อนข้างนิ่มจึงเป็นที่นิยมบริโภค แต่สิ่งที่น่ารู้ คือ บวบนั้นเป็นพืฃผักที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุนานาชนิด  แม้ว่าจะมีวิตามินน้อยไปสักหน่อยเมื่อเทียบกับพืชผักอื่นๆแต่ก็มีข้อมาชดเชยได้ว่าบวบนั้นไม่ค่อยมีการปนเปื้อนของบาฆ่าแมลง เนื่องจากเป็นพืชผักที่มีแมลงมาลบกวนน้อย
..... บวบเป็นพืชผักเถาไม้เลื้อยที่เหมาะสำหรับปลูกเป็นพืชผักสวนครัวเนื่องจากเป็นที่นิยมบริโภคซึ่งมีรสหวาน  แต่คงต้องระวังในการบริโภคบวบ เนื่องจากบวบบางลูกจะมีรสขมผิดไปจากธรรมชาติอย่างมาก  ว่ากันว่าเพราะมีงูเลื้อยผ่านเถาบวบนั้นทำให้มีรสขม  บวบสามารถนำไปประกอบอาหารได้หลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นการลวกจิ้มน้ำพริก ผัด หรือนำไปแกง เคล็ดลับของการรักษาคุณค่าทางอาหารของบวบไม่สูญเสยไปมากนักกับตวามร้อนในการปรุงอาหาร คือ เมื่อปอกเปลือกบวบเพื่อจะปรุงอาหารไม่ควรปอกเปลือกให้เกลี้ยงเกลานัก  แต่คงจะลำบากตอนรับประทานเล็กน้อย นานๆไปก็จะชินไปเอง  นอกจากนี้ยังมีลักษณะพิเศษ คือ ทนแล้ง ทนฝน ไม่ค่อยมีโรคและแมลงรบกวน แต่มีข้อควรระวังคือ เมื่อแรกปลูกจนถึงขึ้นค้างจะมีแมลงชอบกัดยอด แต่พอทอดยอดขึ้นค้างแล้วก็ไม่ต้องกังวนเรื่องแมลงมารบกวนอีกต่อไป
..... พันธุ์บวบที่นิยมรับประทานกันมี 3 ประเภท คื อ บวบเหลี่ยม พันธุ์นี้เป็นที่นิยมในการบริโภคอย่างมาก มีทั้งพันธุ์ผลเบา ผลเล็กสั้น ขนาดยาวไม่เกิน 12 นิ้ว อายุจากวันปลูกถึงวันเก็บผลครั้งแรก 50 วัน เหมาะสำหรับปลูกรับประทานเองในสวนครัว และยังมีพันธุ์หนักชนิดผลยาว 2-3 ฟุต อายุจากวันปลูกถึงวันเก็บผลครั้งแรก 75 วัน เหมาะสำหรับปลูกเป็นการค้า บวบหอมมีลักษณะกลมรี ความยาว 5-6 นิ้ว เส้นผ่าศูนย์กลาง 3-4 นิ้วและชนิดผลยาว ความยาวของผลประมาณ 24 นิ้ว อายุเก็บเกี่ยวประมาณ 75-120 วัน และ บวบงู มีทั้งขนาดสีขาว และสีเขียวลายขาว เนื้อหนารสหวาน ขนาดความยาวของผล 2-3 ฟุต แต่ไม่ค่อยเป็นที่นิยมเหมือนกับบวบเหลี่ยม
..... การปลูกบวบต้องใช้วิธีทำค้างเช่นเดียวกับการปลูกถั่วฝักยาว เนื่องจากจะทำให้ได้ผลผลิตมาก และเก็บผลได้นาน คือ เก็บทุกๆ 2-3 วัน และเก็บไปได้นาน 1 เดือน ถึงเดือนครึ่ง  อย่างไรก็ตามถ้าปลูกบวบในลักษณะเป็นพืชผักสวนครัวนี้ ควรปลูกเป็นพืชผักริมรั้ว โดยใช้รั้วเป็นค้างทำให้สามารถประหยัดแรงงานลงได้  ส่วนการแบบปล่อยให้เลื้อยไปตามพื้นดินก็ทำได้เช่นกัน แต่ผลผลิตไม่ดีมากนัก คือ ผลบวบที่ได้คดงอ และระยะในการเก็บสั้นลง โดยอาจเก็บได้เพียง 4-5 ครั้งเท่านั้น
                                                แหล่งที่มาhttp://www.oknation.net